ในยุคทุนนิยมที่ภัยเศรษฐกิจกำลังส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั่วโลก เราต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต แต่การจะอยู่ให้รอดโดยไร้ซึ่งแนวคิดหรือหลักการนั้นก็เปรียบเสมือนการออกเดินทางโดยไร้เข็มทิศ
MOSO (Moderation Society) ภายใต้โครงการคิดอย่างยั่งยืน โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จึงเกิดขึ้นเพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยใช้ชีวิตแบบมีเหตุผล เข้าใจคำว่าพอประมาณ และรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป้าหมายโครงการนี้คือ สังคมพอประมาณที่ส่งเสริมให้ใช้ชีวิตแบบพอดี ไม่มาก ไม่น้อย ซึ่งเป็นหลักคิดที่ทันสมัยอยู่เสมอ จากนี้จนถึงอนาคต ไม่ว่าภัยเศรษฐกิจจะเปลี่ยนรูปแบบและหน้าตาไปอย่างไร เชื่อแน่ว่าหลักคิดที่ยั่งยืนนี้จะนำพาให้ชาว MOSO ผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอน

วรเวช ดานุวงศ์
นักร้องขวัญใจวัยรุ่น
เป็นอีกหนึ่งตัวแทนของโครงการ MOSO มาเล่าถึงการใช้ชีวิตพอประมาณและยั่งยืนในแบบฉบับของเขาให้พวกเราฟังกัน
“ผมไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ใช้ชีวิตหวือหวาหรือตามเทรนด์ พ่อสอนตลอดว่า ให้หาความสุขจากสิ่งที่มี จำได้ว่าตอนเด็กเคยอยากได้จักรยาน เพราะเพื่อนมีกันหมดแต่พ่อไม่ให้ จนวันหนึ่งผมไปประกวดร้องเพลงได้เงินมาสี่พันบาท บอกพ่อว่าผมอยากได้จริงๆ ขอซื้อได้ไหม พ่อถามว่ามันจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ผมบอกว่าอยากขี่ไปโรงเรียน ไปตลาด สุดท้ายท่านอนุญาต โดยให้เหตุผลเพิ่มอีกอย่างว่า ลูกหาเงินเองได้แล้ว
“พ่อปลูกฝังความคิดแบบพอเพียงแก่ผมมาตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ ก่อนซื้อของสักชิ้นเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ผมจะเดินไปบอกพ่อว่า ผมอยากได้ของชิ้นนี้เพราะอะไร และผมจะซื้อของชิ้นใหญ่ๆ ให้ตัวเองก็ต่อเมื่อรู้ว่าจะมีงานเข้ามา เช่น ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า หรือได้ถ่ายละคร การคิดแบบมีเหตุมีผลของพ่อยังใช้ได้ดีจนทุกวันนี้”
“สิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อได้ยินคำว่า MOSO คือ การอยู่กับสิ่งที่มีได้อย่างมีความสุข มีแค่ไหนใช้แค่นั้น พยายามหามุมมองว่าสิ่งที่เรามีโอเคแล้ว และสามารถบอกทุกคนได้ด้วยว่านี่คือสิ่งที่เราภูมิใจ
“จริงๆ แล้วผมเป็นคนง่ายๆ มีอะไรก็กินและใช้เท่าที่มี ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการนี้ ผมคงใส่เสื้อผ้าซ้ำไปซ้ำมา แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้ต้องเปลี่ยนชุดใหม่ๆ ซึ่งนี่คือความจำเป็นและเป็นเหตุเป็นผล แต่ยังไงผมก็รู้ตัวเสมอว่าอาชีพของผมคือนักร้อง ไม่ใช่นักช็อป จึงใช้จ่ายตามความจำเป็นเท่านั้น”
+++ ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ในเล่ม